คุณสมบัติอะไรบ้างที่แบตสำรองควรมี

สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับคนยุคใหม่ที่มีการติดต่อสื่อสารบนโลกโซเชียลอยู่ตลอดเวลาก็คือโทรศัพท์สมาร์ทโฟน ซึ่งแบตเตอร์รี่ของสมาร์ทโฟนอาจไม่เพียงพอต่อการใช้งานในแต่ละวัน แบตสำรองจึงเป็นตัวเลือกที่หลายคนให้ความสนใจซื้อไว้ใช้งาน ทำให้แบตสำรองจากที่เคยเป็นอุปกรณ์เสริม กลายมาเป็นอุปกรณ์หลักในการใช้งานโทรศัพท์สมาร์ทโฟนไปแล้ว   ซึ่งในปัจจุบันผู้ผลิตแบตสำรองหลายแบรนด์ก็ผลิตออกมาในหลากหลายคุณสมบัติ หลายราคา หลากหลายดีไซน์ ตามคุณภาพวัสดุ ให้ผู้ใช้งานอย่างเราเลือกแบตสำรองในแบบที่เราชอบ อีกทั้งเรายังสามารถสร้างเอกลักษณ์ให้แบตสำรองมีชีวิตชีวามากขึ้น ซึ่งผู้ผลิตอาจหยิบจับสิ่งรอบตัวมาผลิตแบตสำรอง เพื่อสร้างเอกลักษณ์ที่เฉพาะตัว อีกทั้งยังสามารถดึงดูใจผู้ใช้งาน

โดยทั่วไปแบตสำรองจะมีหน้าตาที่เหมือนๆกันคือรูปทรงสีเหลี่ยมผืนผ้า แต่จะต่างกันก็ตรงวัสดุภายนอกที่ห่อหุ้มตัวแบตสำรอง โดยส่วนมากจะเป็นพลาสติก ABS หรืออลูมิเนี่ยม ต่างกันก็ตรงความจุของแบตเตอร์รี่และในบางแบรนด์มีสีสันที่แตกต่างกันออกไปให้ผู้ใช้งานเลือกตามความชอบ นอกจากนั้นผู้ผลิตบางแบรนด์ยังเพิ่มไอเดียและสีสันของดีไซน์แบตสำรองในรูปแบบต่างๆเช่น แบตสำรองดีไซน์รูปตัวการ์ตูนต่างๆ รูปยานพาหนะต่างๆ รวมถึงวัสดุที่ใช้ผลิต ทำให้แบตสำรองมีความน่ารักน่าใช้งานและมีความเฉพาะตัวมากขึ้น อีกทั้งยังสามารถเพิ่มมูลค่าให้กับแบตสำรองด้วยในคราวเดียวกัน นอกจากนี้ผู้ผลิตแบตสำรองยังเพิ่มคุณสมบัติพิเศษที่สามารถออกแบบและสกรีนลวดลายตราสัญลักษณ์หรือโลโก้แบรนด์ สำหรับหน่วยงาน บริษัทต่างๆเพื่อใช้เป็นสินค้าส่งเสริมการขายหรือของที่ระลึกได้ด้วยเช่นกัน นอกจากรูปลักษณ์การออกแบบที่สร้างสรรค์ สร้างความน่าใช้งานแล้ว การเลือกซื้อแบตสำรองสักเครื่องก็ไม่ควรลืมคุณสมบัติพื้นฐานที่แบตสำรองควรมีเช่น

ควรมีไฟบอกระดับพลังงาน เพื่อสามารถบอกระดับไฟที่ยังเหลือในแบตเตอร์รี่ก่อนชาร์จกับโทรศัพท์ หรือเช็คได้ว่าแบตเตอร์รี่รีชาร์จเต็มความจุแล้ว อีกทั้งยังเป็นการตรวจสอบความสามารถในการชาร์จจริงได้ว่าตรงตามสเปคที่ระบุไว้หรือไม่

ควรมีระบบป้องกันไฟฟ้าลัดวงจรและระบบตัดไฟเมื่อชาร์จเต็ม ซึ่งสำคัญมากในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกชนิดที่ต้องเสียบปลั๊กเพราะหากเกิดการลัดวงจรนั้นหมายความว่าแบตเตอร์รี่ไม่ได้มาตรฐานและอาจเป็นอันตรายแก่ผู้ใช้งาน

และสุดท้ายสำคัญไม่แพ้กันคือควรเลือกแบตสำรองจากผู้ผลิตที่ได้มาตรฐาน อีกทั้งการเลือกซื้อแบตสำรองไม่ควรดูที่ราคา เพราะในปัจจุบัน มีแบตสำรองที่มีความจุค่อนสูง แต่นำมาขายในราคาถูก แบตสำรองเหล่านี้ มักจะใช้แบตเตอรี่ที่มีคุณภาพ นอกจากนี้ ควรจะเลือกซื้อแบตสำรองจากแบรนด์ที่ได้รับการยอมรับ และมีการรับประกันสินค้าด้วยเช่นกัน เพียงเท่านี้คุณก็จะได้แบตสำรองที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพการใช้งานสมราคาอีกทั้งยังมีดีไซน์ที่เฉพาะตัวแก่ผู้ใช้งาน

การคำนวนรอบและอายุการใช้งานพาวเวอร์แบงค์

ปัจจุบันหลายคงจะเคยเห็นหลายแบรนด์ที่ผลิตพาวเวอร์แบงค์หรือแบตสำรองออกมาในหลายความจุ หลายรุ่น หลายราคา เชื่อว่าหลายคนเมื่อจะตัดสินใจซื้อพาวเวอร์แบงค์สักก้อน คงเลือกที่ความจุของแบตเตอร์รี่ที่มีเยอะๆไว้เป็นอันดับแรก แต่การที่เลือกพาวเวอร์แบงค์ที่มีความจุของแบตเตอร์รี่มากๆก็ย่อมตามมาด้วยน้ำหนักที่มากและราคาที่สูงขึ้นด้วยเช่นกัน วันนี้เราจึงมีวิธีแนะนำการเลือกความจุและปริมาณรอบการใช้งานของพาวเวอร์แบงค์ เพื่อให้คุณสามารถตัดสินใจได้ว่าควรซื้อพาวเวอร์แบงค์ที่มีความจุเท่าไรจึงจะเพียงพอ เหมาะสมและคุ้มค่าต่อการใช้งานของคุณ

ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจกันก่อนว่าแบตเตอร์รี่ในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกชนิดมีการคายประจุออกมาตลอดเวลา เกือบทุกยี่ห้อ จะมีการสูญเสียพลังงาน อยู่ที่ประมาณ 30%  ปกติเมื่อเราชาร์จไฟบ้านเข้า จนเต็มแล้ว เมื่อเราพกพาไปใช้งานข้างนอก ซึ่งในระหว่างนี้เอง พาวเวอร์แบงค์ก็จะเริ่มคายพลังงานประจุไฟฟ้า ทิ้งไปเรือยๆ ส่วนจะมากน้อยแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละยี่ห้อ  ดังนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจหากคุณชาร์จพาวเวอร์แบงค์เต็มแล้วเก็บไว้ไม่กี่วันเมื่อนำมาชาร์จกับโทรศัพท์มือถือได้ไม่กี่รอบก็หมด

การคำนวณความจำนวนรอบการชาร์จที่เหมาะสมกับการใช้งานของเรามีวิธีคำนวณง่ายๆดังนี้ ดูความจุของพาวเวอร์แบงค์และ ขนาดของแบตเตอรี่ในสมาร์ทโฟนของเรา  เช่น

สมาร์โฟนของเราใช้แบตขนาด 3000 mAh จะสามารถชาร์ตได้กี่รอบ ถ้าใช้ Power Bank ขนาด 10000 mAh

โดยคิดได้ดังนี้ ความจุในการใช้งานจริง -(ปริมาณแบตในโทรศัพท์ x การคายประจุ) เท่ากับ 10000 – (10000 X 30% ) =7,000 mAh จำนวนรอบ = 7,000 หาร 3,000 = 2.33 รอบโดยประมาณ

สรุปคือพาวเวอร์แบงค์ที่มีความจุ 10000 mAh สามารถชาร์ตสมาร์ทโฟนที่มีแบตเตอร์รี่ความจุ 3,000 mAh ได้ 2 รอบโดยประมาณ

ด้วยวิธีคิดง่ายๆดังนี้คุณก็สามารถคำนวณความจุของพาวเวอร์แบงค์ว่าความเลือกความจุมากน้อยแค่ไหนถึงจะเพียงพอต่อความต้องการของสมาร์ทโฟนของคุณ นอกจากนั้นหลายคนคงอยากทราบว่าโดยทั่วไปตั้งแต่การผลิตพาวเวอร์แบงค์จนถึงมือคุณใช้งานนั้นพาวเวอร์แบงค์จะมีอายุการใช้งานได้นานเพียงใด โดยทั่วไปของอุปกรณ์ไฟฟ้าทุกชนิดย่อมมีการเสื่อมสภาพจากการใช้งาน ซึ่งปกติพาวเวอร์แบงค์จะมีอายุการใช้งานโดยเฉลี่ยอยู่ที่จำนวนการชาร์จ 300 – 500 ครั้ง หรือประมาณ 1 ปี ขึ้นอยู่กับคุณภาพของแบรนด์ผู้ผลิตพาวเวอร์แบงค์และจำนวนครั้งในการใช้งานและการรีชาร์จใหม่ และมั่นใจได้มากขึ้นหากเลือกพาวเวอร์แบงค์จากผู้ผลิตพาวเวอร์แบงค์ที่ได้มาตรฐาน มีการรับประกันตลอดอายุการใช้งาน1 ปี